จุฬาฯ เปิดศูนย์ “กันก่อนท่วม” หาทางออกร่วมแก้วิกฤตน้ำไทย เสนอแผน 5 มิติ ป้องกันเชิงรุกเพื่ออนาคตเมือง

จุฬาฯ เปิดศูนย์ “กันก่อนท่วม” หาทางออกร่วมแก้วิกฤตน้ำไทย เสนอแผน 5 มิติ ป้องกันเชิงรุกเพื่ออนาคตเมือง

 

 

 

 

 

จุฬาฯ เปิดศูนย์ “กันก่อนท่วม” หาทางออกร่วมแก้วิกฤตน้ำไทย
เสนอแผน 5 มิติ ป้องกันเชิงรุกเพื่ออนาคตเมือง

 

 

กรุงเทพฯ – 26 มกราคม 2568
จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผนึกกำลังร่วมภาครัฐ เอกชน วิชาการ และผู้เชี่ยวชาญนานาชาติ จัดเวทีเสวนา “กันก่อนท่วม: น้ำแปรปรวน เมืองต้องพร้อม” ณ หอประชุมคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาฯ ชี้ทางรอดเมืองไทย เสนอแผน 5 มิติยกระดับการรับมือวิกฤตน้ำของประเทศไทย สู่การ “ป้องกันล่วงหน้า” อย่างเป็นระบบ โดยใช้ข้อมูลชุดเดียวกันทั้งประเทศ วางแผนและสั่งการบนฐานลุ่มน้ำ ไม่แยกส่วนการทำงานตามกรมหรือจังหวัด เชื่อมงบประมาณ นโยบาย และความรับผิดชอบเข้าด้วยกัน พร้อมจัดตั้ง ศูนย์ “กันก่อนท่วม” เป็นกลไกกลางประสานเชื่อมองค์ความรู้ งานวิจัย ข้อมูล และการสื่อสารสาธารณะ เพื่อปกป้องเมืองและอนาคตของคนรุ่นต่อไป

 

 

 

 

 

 

ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย นายกสภาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวเปิดงานว่า ภัยน้ำไม่ใช่เพียงความเสียหายต่อบ้านเรือนหรือทรัพย์สิน แต่คือการทำลาย “ชีวิตทั้งชีวิต” ทั้งโอกาสทางการศึกษา สุขภาพจิตครอบครัว ซ้ำเติมความเหลื่อมล้ำและความมั่นคงของสังคม หากเกิดอุทกภัยในพื้นที่เศรษฐกิจชั้นในอย่างกรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจของประเทศ จะสร้างผลกระทบทางเศรษฐกิจสูงถึง 10 ล้านบาทต่อนาที และก่อให้เกิดผลกระทบทางสังคมที่ไม่อาจประเมินค่า

 

“จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยมีความพร้อมด้านองค์ความรู้แบบสหสาขาวิชา ทั้งวิศวกรรม สถาปัตยกรรม วิทยาศาสตร์ รัฐศาสตร์ นิติศาสตร์ นิเทศศาสตร์ ฯลฯ และมีศักยภาพในการเชื่อมประสานเครือข่าย
ทั้งสถาบันการศึกษา ภาครัฐ เอกชน ชุมชน รวมถึงความร่วมมือในระดับนานาชาติ เพื่อเสนอทางออกในการจัดการน้ำที่เป็นระบบและยั่งยืน ซึ่งเป็นที่มาของการจัดตั้ง ศูนย์ “กันก่อนท่วม”

 

ศ.ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า การจัดตั้ง ศูนย์ “กันก่อนท่วม” ไม่ใช่เพียงบทบาททางวิชาการ แต่เป็นความรับผิดชอบของสถาบันอุดมศึกษาต่อสังคม โดยศูนย์ฯ
จะเป็นกลไกกลางเชื่อมองค์ความรู้สู่การลงมือทำ สื่อสารข้อมูลความเสี่ยงน้ำให้ประชาชนเข้าใจง่าย ประสานความร่วมมือทุกภาคส่วน และเปิดรับองค์ความรู้จากผู้เชี่ยวชาญระดับโลก ควบคู่กับบทเรียนจากพื้นที่จริง

 

รศ.ดร.วิทยา วัณณสุโภประสิทธิ์ คณบดี คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดเผยว่าประเทศไทยกำลังเผชิญกับรูปแบบสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรุนแรง ทั้งจาก “น้ำเหนือ”
“น้ำทะเลหนุน” ประกอบกับสภาวะ “ฝนสุดขั้ว” และ”ฝนแช่” เช่น ในพื้นที่หาดใหญ่ทำให้ปริมาณฝนถึง 80% ของฝนทั้งปี ตกลงมาในพื้นที่เดียวภายในระยะเวลาเพียง 1 สัปดาห์ สร้างความเสี่ยงน้ำท่วมฉับพลันอย่างไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ซึ่งส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง ทั้งในมิติเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตของประชาชน เห็นได้จากมูลค่าความสูญเสียและเสียหายของมหาอุทกภัยปี 2554 สูงถึง 1.43 ล้านล้านบาท คิดเป็น 70% ของงบประมาณแผ่นดินในปีดังกล่าว โดยผลกระทบกว่า 90% เกิดขึ้นกับภาคเอกชน ทั้งในรูปของความเสียหายและการสูญเสียโอกาสทางธุรกิจ 

 

ศูนย์ “กันก่อนท่วม” จึงมีภารกิจเพื่อร่วมหาแนวทางลดความเสียหายและการสูญเสียจากวิกฤตน้ำ และเสริมสร้างความพร้อมของเมืองอย่างยั่งยืนในอนาคต โดยจะทำหน้าที่สื่อสารและประสานความร่วมมือด้านการป้องกันความเสี่ยงน้ำล่วงหน้าบนฐานข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ เสริมพลังการทำงานของทุกภาคส่วน โดยไม่ซ้ำซ้อนหรือทดแทนภาครัฐ

 

 

 

 

 

ดร.วิทยา เสนอความร่วมมือ 5 มิติ สู่ “เมือง (ประเทศ) แห่งความเสถียรภาพ (The Resilient Metropolis)” เพื่อรับมือความเสี่ยงน้ำในระยะยาว โดยเน้นการบูรณาการโครงสร้างพื้นฐาน เทคโนโลยี นวัตกรรม และการมีส่วนร่วมของสังคม ได้แก่

 

มิติที่ 1: พลิกโฉมวิศวกรรม (Engineering Reinforcement)
เสริมศักยภาพโครงสร้างพื้นฐานเดิม ทั้งอุโมงค์ระบายน้ำ แนวป้องกันริมแม่น้ำ และสถานีสูบน้ำ โดยผสานแบบจำลองพยากรณ์ขั้นสูง AI ข้อมูลเรียลไทม์ และระบบดิจิทัล เพื่อให้สามารถคาดการณ์ล่วงหน้า และเตรียมการให้รองรับสถานการณ์ฝนสุดขั้วได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 

มิติที่ 2: การจัดการน้ำเชิงลุ่มน้ำ (River Basin Management)
ขยายการป้องกันท่วมบรรเทาแล้งจากระดับเมืองสู่ระดับลุ่มน้ำ ผ่านการใช้แบบจำลองอุทกวิทยาและอุทกพลศาสตร์ การวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่ AI และเทคโนโลยีดาวเทียม เพื่อประเมินทั้งมวลน้ำส่วนเกินและความเสี่ยงขาดแคลนน้ำล่วงหน้า สนับสนุนการบริหารจัดการมวลน้ำก่อนเข้าสู่กรุงเทพฯ ผ่านแผนบรรเทาอุทกภัยลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่าง เพื่อให้ความปลอดภัยของเมืองไม่ขึ้นอยู่กับมาตรการภายในเขตเมืองเพียงอย่างเดียว

 

มิติที่ 3: นวัตกรรมระดับโลก (Global Innovation)
เรียนรู้จากแนวปฏิบัติสากล อาทิ ระบบป้องกันน้ำทะเลของเนเธอร์แลนด์ อุโมงค์ระบายน้ำใต้ดินขนาดยักษ์ของญี่ปุ่น และแนวคิดเมืองฟองน้ำจากจีนและสิงคโปร์ ผนวกภูมิปัญญาท้องถิ่น เพื่อนำมาปรับใช้ให้เหมาะสมกับบริบทไทย

 

มิติที่ 4: การปรับตัวอยู่ร่วมกับน้ำ (Adaptive Strategy)
เปลี่ยนกระบวนทัศน์จากการ “ต่อสู้กับน้ำ” สู่การ “อยู่กับน้ำ” ภายใต้การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศผ่านโครงสร้างพื้นฐานสีฟ้า-เขียว การวางผังเมืองแบบยืดหยุ่น และการเสริมสร้างความรอบรู้ด้านสภาพภูมิอากาศให้กับประชาชน

 

มิติที่ 5: ขับเคลื่อนด้วยวิจัยและข้อมูลอัจฉริยะ (Smart Data & Research)
ใช้งานวิจัยและข้อมูลเชิงพื้นที่เป็นฐานกำหนดนโยบาย พัฒนานวัตกรรมตามบริบทพื้นที่ สร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ และส่งเสริมความร่วมมือรัฐ-เอกชน-ชุมชน และเพื่อป้องกันความเสี่ยงอย่างตรงจุดและยั่งยืน

 

นอกจากนี้ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยยังได้ร่วมมือกับสถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์ (MIT) สหรัฐอเมริกา จัดทำโครงการบริหารจัดการน้ำบูรณาการเทคโนโลยีเพื่อเพิ่มมูลค่าเศรษฐกิจ ควบคู่การอนุรักษ์ในพื้นที่ 4 จังหวัดนำร่อง ได้แก่ น่าน (ต้นน้ำ): รักษาป่าต้นน้ำและลดภัยพิบัติ เพื่อลดผลกระทบเศรษฐกิจ ชัยนาท: ปรับพฤติกรรมเกษตรกร สร้างรายได้ ลดผลกระทบน้ำท่วม-แล้ง นครปฐม: บริหารจัดการคุณภาพน้ำ เพื่อเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจของจังหวัด และ กรุงเทพฯ: พัฒนาระบบติดตามและพยากรณ์ฝนแม่นยำฉับไว เพื่อความปลอดภัยเมือง

 

ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล ประธานกรรมการมูลนิธิอุทกพัฒน์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ กล่าวว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ทรงเน้นย้ำมาโดยตลอดว่า ปัญหาน้ำไม่อาจแก้ได้ด้วยโครงการเดียว แต่ต้องเข้าใจระบบทั้งหมด ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ และต้องวางแผนระยะยาวอย่างต่อเนื่อง

 

“การจัดการน้ำคือเรื่องความมั่นคงของประเทศ ไม่ใช่นโยบายเฉพาะกระทรวงใดกระทรวงหนึ่ง ประเทศไทยต้องลงทุนกับการป้องกัน มากกว่าการซ่อมแซม”

 

ดร.สุเมธ ได้เสนอกรอบแผนการจัดการน้ำแบบบูรณาการต่อผู้กำหนดนโยบายและรัฐบาลในอนาคต ครอบคลุมทั้งระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว พร้อมเน้นย้ำการทลายกำแพงการทำงานแบบแยกส่วน พร้อมเสนอว่า รัฐบาลในอนาคตจำเป็นต้องปรับโครงสร้างการทำงานด้านน้ำสู่การบูรณาการเชิงระบบ ด้วยการ

  • ใช้ข้อมูลชุดเดียวกันทั้งประเทศ
  • วางแผนและสั่งการบนฐานลุ่มน้ำ ไม่ใช่ตามเส้นแบ่งกรมหรือจังหวัด
  • เชื่อมงบประมาณ นโยบาย และความรับผิดชอบเข้าด้วยกัน

 

โดยเห็นว่า ศูนย์ “กันก่อนท่วม” จะเป็นกลไกสำคัญในการทำหน้าที่เป็นตัวกลางเชิงรุก เชื่อมองค์ความรู้ งานวิจัย ข้อมูลเชิงพื้นที่ และการสื่อสารสาธารณะ เข้ากับการตัดสินใจของรัฐ เพื่อให้การป้องกันภัยน้ำของประเทศเกิดผลจริงในทางปฏิบัติ ไม่จบลงเพียงบนเวทีเสวนา หรือรายงานเชิงวิชาการ

 

เวที “กันก่อนท่วม” ยังได้รับเกียรติจากคุณชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร คุณอโรชา นันทมนตรี ผู้ว่าราชการจังหวัดนครปฐม และผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศ อาทิ เนเธอร์แลนด์ ญี่ปุ่น และสถาบัน MIT ร่วมแลกเปลี่ยนบทเรียนและประสบการณ์ เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนการเตรียมพร้อมรับมือวิกฤตน้ำของประเทศไทยอย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน

 

หากเรารู้ก่อน เตรียมก่อน และร่วมมือกันก่อน ความสูญเสียจำนวนมากจะไม่เกิดขึ้น และนี่คือเหตุผลที่เราทุกคนต้องร่วมกัน “กันก่อนท่วม” ตั้งแต่วันนี้ เพื่อรักษาเมือง และอนาคตของลูกหลานเราไว้ด้วยกัน

 

 

 

 

 

Chula Launches “Water Resilience” Forum, Proposes a Five-Dimensional Plan

Transforming Cities Toward Resilience and Long-Term Flood Prevention

 

Bangkok – January 26, 2025

Chulalongkorn University, in collaboration with the public and private sectors, academia, and international experts, hosts the forum “Water Resilience: Urban Adaptation under Climate Volatility” at the Engineering Auditorium, Chulalongkorn University.

 

The forum seeks to present pathways for Thailand’s cities to survive and adapt, proposing a five-dimensional plan to elevate the country’s capacity to manage water crises through a systematic preventive approach. This approach emphasizes the use of a single, unified national data set, planning and command based on river basin systems rather than ministerial or provincial boundaries, and the integration of budgets, policies, and responsibilities.

 

At the same time, the “Water Resilience” Center has been officially established as a central mechanism to coordinate knowledge, research, data, and public communication, with the aim of protecting cities and safeguarding the future of the next generation.

 

Professor Dr. Surakiart Sathirathai, Chairman of the Chulalongkorn University Council, delivered the opening remarks, stating that water-related disasters are not merely about damage to homes or property, but about the destruction of entire lives—including educational opportunities, mental health, family stability, and social security—while exacerbating inequality.

 

If flooding were to occur in Bangkok’s inner economic zones, the country’s economic hub, the damage could reach 10 million baht per minute, alongside immeasurable social consequences.

 

“Chulalongkorn University possesses strong interdisciplinary expertise across engineering, architecture, science, political science, law, economics, social sciences, communication, and more. The University also has the capacity to connect networks among educational institutions, government agencies, the private sector, communities, and international partners. This collective strength underpins the establishment of the ‘Water Resilience’ Center as a leading platform for systematic and sustainable water management solutions.”

 

According to Professor Dr. Wilert Puriwat, President of Chulalongkorn University, the establishment of the “Water Resilience” Center goes beyond an academic role—it reflects the responsibility of higher education institutions to society.

 

The Center will serve as a central mechanism translating knowledge into action by communicating water-risk information in an accessible way, coordinating multi-sector collaboration, and integrating global expertise with lessons learned from real-world contexts in Thailand.

 

Associate Professor Dr. Witaya Wannasuphoprasit, Dean of the Faculty of Engineering, explained that Thailand is facing increasingly severe climate patterns, driven by upstream floodwaters, sea-level rise, extreme rainfall, and prolonged rainfall events.

As much as 80% of annual rainfall can now fall within a single area in just one week, creating unprecedented risks of flash flooding. The impacts are wide-ranging, affecting both economic stability and quality of life. The 2011 Great Flood caused damages totaling 1.43 trillion-baht, equivalent to 70% of the national budget that year, with over 90% of losses borne by the private sector, including direct damages and lost business opportunities.

 

The “Water Resilience” Center is tasked with communicating and coordinating proactive water-risk prevention based on scientific data, strengthening collaboration across all sectors without duplicating or replacing government functions. Its goal is to reduce losses from water-related crises and enhance long-term urban resilience.

 

Five Dimensions Toward a “Resilient Metropolis (and Nation)”

 

Dr. Witaya proposes a five-dimensional framework to manage long-term water risks through integrated infrastructure, technology, innovation, and social participation:

 

  • Dimension 1: Reinforced Engineering Infrastructure (Reinforced)

Strengthening existing infrastructure—including drainage tunnels, river embankments, and pumping stations—by integrating advanced forecasting models, artificial intelligence (AI), real-time data, and digital systems. This enables accurate early prediction and effective preparedness to cope with extreme rainfall events under increasingly volatile climate conditions.

 

  • Dimension 2: Integrated River Basin Management (Integrated)

Expanding flood and drought mitigation from the urban scale to the river basin level through the application of hydrological and hydraulic modeling, big data analytics, AI, and satellite technologies. This approach enables early assessment of both excess water volumes and water scarcity risks, supporting proactive water management before flows reach Bangkok. In particular, the Lower Chao Phraya River Basin Flood Mitigation Plan is emphasized to ensure that urban safety does not rely solely on measures within city boundaries.

 

  • Dimension 3: Global Innovation and Lessons Learned (Inspired)

Learning from international best practices, such as the Netherlands’ coastal defense systems, Japan’s massive underground drainage tunnels, and sponge city concepts from China and Singapore, while integrating local wisdom and adapting solutions to Thailand’s context.

 

  • Dimension 4: Adaptive Living with Water (Adaptive)

Shifting from “fighting water” to “living with water” through blue-green infrastructure, flexible urban planning, and strengthening public climate literacy.

 

  • Dimension 5: Evidence-Based Water Governance and Decision-Making (Evidence-based)

Using research and spatial data to inform policymaking, develop context-specific innovations that create economic opportunities, and foster collaboration among government, private sector, and communities—ensuring targeted and sustainable risk prevention.

 

In addition, Chulalongkorn University has partnered with the Massachusetts Institute of Technology (MIT), USA, to develop an integrated, technology-driven water management project that enhances economic value alongside environmental conservation. The initiative is being piloted in four provinces representing different segments of the river basin:

  • Nan (Upstream): Conserving watershed forests and reducing disaster risks to mitigate economic impacts.
  • Chainat: Promoting behavioral change among farmers to increase income while reducing vulnerability to floods and droughts.
  • Nakhon Pathom: Improving water quality management to enhance the province’s economic value.
  • Bangkok: Developing accurate and rapid rainfall monitoring and forecasting systems to strengthen urban safety.

 

Dr. Sumet Tantivejkul, Chairman of the Chaipattana Foundation under Royal Patronage, emphasized that His Majesty King Rama IX consistently stressed that water problems cannot be solved by a single project. Instead, the entire system—from upstream to midstream to downstream—must be understood and managed through continuous long-term planning.

 

“Water management is a matter of national security, not the responsibility of any single ministry. Thailand must invest more in prevention than in post-disaster repair.”

Dr. Sumet proposed an integrated water management framework for policymakers and future governments, covering short-, medium-, and long-term horizons. He stressed the need to dismantle silo-based operations and called for structural reform in water governance by:

 

  • Using a single, unified national data set
  • Planning and commanding based on river basins, not bureaucratic or provincial boundaries
  • Integrating budgets, policies, and accountability

 

He noted that the “Water Resilience” Center would play a critical proactive intermediary role—connecting knowledge, research, spatial data, and public communication with government decision-making—ensuring that national water prevention efforts deliver real, practical outcomes rather than ending at forums or academic reports.

 

The “Water Resilience” forum was also honored by the participation of Mr. Chadchart Sittipunt, Governor of Bangkok; Ms. Arocha Nanthamontri, Governor of Nakhon Pathom Province; and international experts from the Netherlands, Japan, and MIT, who shared lessons and experiences to jointly drive Thailand’s preparedness for water crises in a concrete and sustainable manner.

 

If we know in advance, prepare in advance, and cooperate in advance, many losses can be avoided.

This is why we must all act together to “Water Resilience”, starting today—to protect our cities and secure the future of our children.

 

 

 

 

 

โครงการ “กันก่อนท่วม”

 

ที่มาและความสำคัญ

ประเทศไทยกำลังเผชิญความเสี่ยงด้านน้ำที่รุนแรงและถี่ขึ้น ทั้งน้ำท่วมฉับพลัน น้ำทะเลหนุน ฝนถล่ม วิกฤตการณ์ “ฝนสุดขั้ว” และ “ฝนแช่” อันเป็นผลจากการเปลี่ยนแปลงรุนแรงของสภาพภูมิอากาศ และการขยายตัวของเมืองอย่างรวดเร็ว ส่งผลกระทบต่อชีวิต เศรษฐกิจ และเสถียรภาพของประเทศ

ที่ผ่านมา การจัดการปัญหาน้ำเป็นการแก้ไขระยะสั้น แยกส่วน และไม่ต่อเนื่อง ขาดกลไกกลางในการเชื่อมโยงข้อมูล และความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทำให้การป้องกันล่าช้า ไม่ทันต่อความรุนแรงของความเสี่ยง ประเทศต้องสูญเสียงบประมาณมหาศาลในการฟื้นฟู โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบางและพื้นที่เมืองซึ่งเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจ

คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จึงริเริ่มจัดตั้ง ศูนย์ “กันก่อนท่วม” เพื่อทำหน้าที่สื่อสารและประสานความร่วมมือด้านการป้องกันความเสี่ยงน้ำล่วงหน้า บนฐานข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ เสริมพลังการทำงานของทุกภาคส่วน โดยไม่ซ้ำซ้อนหรือทดแทนภาครัฐ

ศูนย์ “กันก่อนท่วม” ได้จัดเวทีเสวนาเรื่อง “กันก่อนท่วม: น้ำแปรปรวน เมืองต้องพร้อม” (Water Resilience Forum 2026) ขึ้น เพื่อเปิดพื้นที่แลกเปลี่ยนข้อมูล ความรู้ และบทเรียนการรับมือความเสี่ยงน้ำ จากเครือข่ายผู้เชี่ยวชาญไทยและนานาชาติ ร่วมกับภาครัฐ ภาคธุรกิจ ชุมชน และภาคประชาสังคม อาทิ

ดร. สุเมธ ตันติเวชกุล ประธานกรรมการมูลนิธิอุทกพัฒน์ ในพระบรมราชูปถัมภ์
หัวข้อ “บทเรียนจากอดีต สู่การเตรียมอนาคต”

ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย นายกสภาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
หัวข้อ “พวกเรา…จะรักษาเมืองไว้ให้ลูกหลานอย่างไร”

ศ.ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
หัวข้อ “โลกรวน น้ำแปรปรวน: สังคมไทยต้องเตรียมพร้อมตั้งแต่วันนี้”

รศ.ดร.วิทยา วัณณสุโภประสิทธิ์ คณบดี คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
หัวข้อ “น้ำแปรปรวน เมืองต้องพร้อม”

นอกจากนี้ ยังมีเวทีเสวนาเชิงลึกระดับประเทศและนานาชาติ โดยมีเป้าหมายเพื่อแลกเปลี่ยนความรู้ และประสบการณ์ในการเตรียมพร้อมรับมือกับปัญหาน้ำท่วมอย่างเป็นระบบ ทั้งด้านนโยบาย เทคโนโลยี โครงสร้าง และพลังความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ผ่าน 2 เวทีสำคัญ ได้แก่

Panel Discussion หัวข้อ From Risk to Action: กันก่อนท่วม ร่วมวาดอนาคตไทยพ้นภัยน้ำ” โดยได้รับเกียรติจากวิทยากรชั้นนำ อาทิ คุณชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร คุณอโรชา นันทมนตรี ผู้ว่าราชการจังหวัดนครปฐม ผศ.ดร.พงษ์ศักดิ์ สุทธินนท์ หัวหน้าภาควิชาวิศวกรรมแหล่งน้ำ คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ อาจารย์ซากีย์ พิทักษ์คุมพล ผู้ประสบภัยน้ำท่วมหาดใหญ่ อดีตอาจารย์สถาบันสันติศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

Global Learning หัวข้อ “รับมือความเสี่ยงน้ำอย่างเป็นระบบ: บทเรียนโลกที่ไทยต้องปรับให้ทัน” โดยผู้เชี่ยวชาญด้านน้ำจากต่างประเทศ อาทิ Victoria Elema, Team Lead International Water Affairs, Ministry of Infrastructure and Water Management of the Netherlands, Dr. Muto Sachio, Senior Director, Overseas Projects Division, Policy Bureau, Ministry of Land, Infrastructure, Transport and Tourism (MLIT) และ Dr. Sai Ravela, Earth, Atmospheric and Planetary Sciences, Massachusetts Institute of Technology (MIT)

การจัดเวทีเสวนาเรื่อง “กันก่อนท่วม: น้ำแปรปรวน เมืองต้องพร้อม” (Water Resilience Forum 2026) ไม่ใช่เพียงการแลกเปลี่ยนข้อมูล ประสบการณ์ ความคิดเห็น จากนักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญทั้งในและต่างประเทศเท่านั้น แต่เป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างเครือข่ายการทำงานร่วมกันอย่างจริงจัง ระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน สื่อมวลชน และประชาชน ให้สามารถทำงานร่วมกันได้อย่างเป็นระบบและทันเวลา เพื่อให้การเตรียมพร้อม การป้องกัน และการรับมือภัยน้ำ ต่อยอดไปสู่การลงมือทำอย่างจริงจัง ต่อเนื่อง และเกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบายอย่างเป็นรูปธรรม

หากเรา รู้ก่อน เตรียมก่อน และร่วมมือกันก่อน ความสูญเสียจำนวนมากจะไม่เกิดขึ้น และนี่คือเหตุผลที่เราทุกคนต้องร่วมกัน “กันก่อนท่วม” ตั้งแต่วันนี้ เพื่อรักษาเมือง และอนาคตของลูกหลานเราไว้ด้วยกัน     

ศูนย์ “กันก่อนท่วม” (Water Resilience Center)

สื่อสารและประสานความร่วมมือป้องกันภัยน้ำท่วมด้วยนวัตกรรมและข้อมูลทางวิทยาศาสตร์

 

1. ที่มาและความสำคัญ: วิกฤต "ฝนสุดขั้ว" และความสูญเสีย

•      ปรากฏการณ์ "ฝนแช่" (Stationary Heavy Rain): ประเทศไทยกำลังเผชิญวิกฤตสภาพอากาศแปรปรวน โดยสถิติชี้ให้เห็นปรากฏการณ์ฝนตกหนักแบบไม่เคลื่อนที่ เช่น กรณีที่หาดใหญ่ มีฝนตก 1,250 มม. ภายใน 1 สัปดาห์ ซึ่งเทียบเท่ากับ 80% ของปริมาณฝนเฉลี่ยทั้งปี (1,500 มม.)

•      ความเสี่ยงทางเศรษฐกิจ:

o   บทเรียนปี 2554: มหาอุทกภัยสร้างความเสียหายรวม 1.43 ล้านล้านบาท (คิดเป็น 70% ของงบประมาณแผ่นดินในปีนั้น)

o   ความเสี่ยงปัจจุบัน: หากเกิดวิกฤตน้ำท่วมในกรุงเทพฯ ซึ่งเป็นหัวใจเศรษฐกิจ (GDP > 37% ของประเทศ) ความเสียหายต่อเศรษฐกิจจะสูงถึง 10 ล้านบาทต่อนาที

•      ผลกระทบทางสังคม: มีกลุ่มเปราะบางกว่า 600,000 ราย (ผู้สูงอายุ ผู้พิการ) อาศัยอยู่ในพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วมสูง ครอบคลุม 37 จังหวัด โดย 83% ของความเสียหายประชาชนต้องแบกรับเอง

 

2. เกี่ยวกับศูนย์ "กันก่อนท่วม" (Water Resilience Center)

  • นิยาม: ศูนย์กลางที่เป็นมิตรและเป็นกลางทางวิชาการ (Academic Foundation & Neutrality)
    ทำหน้าที่สังเคราะห์ข้อมูล สื่อสารและประสานความร่วมมือป้องกันภัยน้ำท่วมในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล
  • ผู้ขับเคลื่อนหลัก: คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (Chula Engineering) ร่วมมือกับสถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์ (MIT) สหรัฐอเมริกา
  • พันธกิจ: สร้างความร่วมมือจากทุกภาคส่วนด้วยข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ที่แม่นยำ เพื่อสร้างทางออก
    ที่ยั่งยืน (Strategies for Sustainable Solutions) เน้นการแก้ปัญหาเชิงป้องกัน (Preventive)

 

3. ยุทธศาสตร์ 5 มิติ สู่การจัดการน้ำที่ยั่งยืน

โครงการนำเสนอ 5 แนวทางหลักในการพลิกโฉมการจัดการน้ำเมือง:

มิติที่ 1: พลิกโฉมวิศวกรรม (Engineering Reinforcement)

  • เสริมแกร่งโครงสร้างหลัก (Reinforce the Core): เร่งรัดอุโมงค์ระบายน้ำขนาดใหญ่,
    อุดช่องโหว่แนวป้องกันน้ำท่วมถาวร (แนวฟันหลอ), สร้างโมเดลโครงสร้างใต้ดินระดับโลก
  • เพิ่มประสิทธิภาพพื้นที่ (Local Optimization): ปรับปรุงสถานีสูบน้ำด้วยเทคโนโลยีทันสมัย, ขยายขีดความสามารถท่อระบายน้ำ, ใช้ระบบพื้นที่ปิดล้อม (Polder System) ป้องกันน้ำภายนอก
    ไหลเข้าพื้นที่เศรษฐกิจ

 

มิติที่ 2: การจัดการน้ำเชิงลุ่มน้ำ (River Basin Management)

  • ต้นน้ำ: ฟื้นฟูป่าต้นน้ำและพื้นที่รับน้ำเพื่อชะลอมวลน้ำ
  • กลางน้ำ: ตัดยอดน้ำก่อนเข้าเมือง ผันน้ำออกสู่ทางน้ำสายใหม่หรือแก้มลิง
  • ปลายน้ำ: รับมือภาวะน้ำทะเลหนุนสูงด้วยประตูระบายน้ำและเพิ่มประสิทธิภาพการไหลลงสู่อ่าวไทย

 

มิติที่ 3: นวัตกรรมระดับโลก (Global Innovation)

  • ถอดบทเรียนความสำเร็จจากต่างประเทศมาปรับใช้ เช่น:

o   Sponge City (จีน/สิงคโปร์): เมืองฟองน้ำ ดูดซับและชะลอน้ำฝนตามธรรมชาติ

o   G-Cans (ญี่ปุ่น): อุโมงค์ยักษ์ใต้ดินพักน้ำหลาก

o   Sea Barrier (เนเธอร์แลนด์): เขื่อนป้องกันชายฝั่งจากน้ำทะเลหนุน

 

มิติที่ 4: การปรับตัวอยู่ร่วมกับน้ำ (Adaptive Strategy)

  • เปลี่ยนแนวคิดจาก "การต่อสู้" เป็น "การอยู่ร่วมกับน้ำ" (Living with Water)
  • ใช้โครงสร้างพื้นฐานสีฟ้า-เขียว (Blue-Green Infrastructure) ให้สวนสาธารณะช่วยดูดซับน้ำ
  • สร้างความรอบรู้ด้านภูมิอากาศ (Climate Literacy) ให้ประชาชนรับมือได้ถูกต้อง

 

มิติที่ 5: ขับเคลื่อนด้วยวิจัยและข้อมูลอัจฉริยะ (Smart Data & Research)

  • Research-Led Policy: ใช้วิจัยนำทางนโยบาย
  • AI Forecasting: พัฒนาระบบพยากรณ์ฝนแม่นยำและรวดเร็ว (ร่วมกับ MIT)
  • Area-Based Innovation: นวัตกรรมที่เหมาะสมกับบริบทพื้นที่

 

4. พื้นที่นำร่อง: ความร่วมมือระหว่างจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและสถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์ CU-MIT (Area-Based Action)

     การบูรณาการเทคโนโลยีเพื่อเพิ่มมูลค่าเศรษฐกิจ (GPP) ควบคู่การอนุรักษ์:

  • น่าน (ต้นน้ำ): รักษาป่าต้นน้ำและลดภัยพิบัติ เพื่อลดผลกระทบเศรษฐกิจ

•      ชัยนาท: ปรับพฤติกรรมเกษตรกร สร้างรายได้ ลดผลกระทบน้ำท่วม-แล้ง

•      นครปฐม: บริหารจัดการคุณภาพน้ำเพื่อเพิ่ม GPP จังหวัด

•      กรุงเทพฯ: พัฒนาระบบติดตามและพยากรณ์ฝนแม่นยำฉับไว เพื่อความปลอดภัยเมือง