ชีวิตเปลี่ยน....เพราะคิดบวก กนกลักษณ์ วุ่นทางบุญ “กล้าพูดความเลว ให้เป็นบทเรียน”

ชีวิตเปลี่ยน....เพราะคิดบวก กนกลักษณ์ วุ่นทางบุญ “กล้าพูดความเลว ให้เป็นบทเรียน”

 

นิตยสาร เชนจ์ อินทู
CHANGE into Magazine
 
 
CHANGE Life needs help
เรื่อง : สุทธิคุณ กองทอง ภาพ : ชวกรณ์ สะอาดเอี่ยม
 
ชีวิตเปลี่ยน....เพราะคิดบวก
กนกลักษณ์ วุ่นทางบุญ “กล้าพูดความเลว ให้เป็นบทเรียน”
 
ชีวิตที่เปลี่ยนของ “กนกลักษณ์ วุ่นทางบุญ” เพราะเริ่มต้นจากการคิดลบ ธุรกิจล้มละลาย จนวันหนึ่งได้เปลี่ยนแนวคิดเป็นบวกทำให้ชีวิตได้ดีเหมือนเกิดใหม่
 
ชีวิตนักแสดงของ “จิ๊ม” กนกลักษณ์ วุ่นทางบุญ (ศิริวรรณ เฮง) อดีตนักแสดงชื่อดังหลายบทบาท ที่เริ่มต้นชีวิตไม่ต่างอะไรไปจากละครชีวิตจริง กระทั่งวันนี้ได้กลับมายืนด้วยความสุข เพราะ“กล้าพูดความเลว ให้เป็นบทเรียน”
 
//เด็กสวนลุม
คุณจิ๋มเกิดและโตย่านสวนลุมพินี(ตรอกพระเจน) เป็นชุมชนที่ยากจน เริ่มเรียนที่โรงเรียนสวนลุมพินี ที่รายล้อมไปด้วยผู้หญิงกลางคืน โดยเธอมีพี่น้องด้วยกันสองคนที่ต่างบิดากัน “สิ่งที่จำได้คือ แม่พี่ชอบมีสามีใหม่แล้วก็ย้ายหนีสามี ที่พี่ไม่เรียกพ่อเพราะเกิดมาก็ไม่เคยเห็นพ่อเลย พอแม่ชอบย้ายหนีสามีก็ทำให้พี่กลัวการย้ายบ้าน ทุกวันนี้พี่อยู่ที่ไหนพี่ไม่อยากย้ายบ้านเลย สมัยเป็นเด็กไม่รู้จักคำว่าอบอุ่น แต่รู้ว่ามีแม่คนเดียวที่ต้องยึดเอาไว้ เพราะแม่พูดขู่ตลอดว่า ถ้าหนีออกจากบ้านไปแล้ว จะไม่ให้กลับมาและจะไม่รัก แม่จะพูดเสมอๆว่า จะต้องรักน้อง และน้องต้องรักพี่ทำให้เราสองคนรักกัน
“แม่เล่าให้ฟังว่า สมัยหนีเข้ามากรุงเทพฯ แล้วถูกผู้ชายหลอกแล้วตี ทำให้เหมือนเป็นโรคประสาท ทุกครั้งที่พี่ถูกแม่ตีหนักๆ คนข้างบ้านนึกว่าเราเป็นลูกเลี้ยง ตอนหลังแม่ก็ตีด้วยหางกระเบนตามคำแนะนำของเพื่อนบ้าน เราก็แค้นคนนี้มากๆ(หัวเราะ) ตอนเป็นเด็กไม่เคยมีความฝันเหมือนเด็กๆทั่วไปเลย แค่ขอให้อยู่ไปวันๆเพื่อให้พ้นไม้แม่ก็พอ ขนาดพ่อเลี้ยงจะปล้ำ แล้วไปจะไปแจ้งความแม่ก็ยังเข้าข้างพ่อเพียง ยิ่งทำให้เราน้อยใจ แต่พอได้รู้จักกับคุณดนัย จันทร์เจ้าฉาย จากที่เราอคติเกลียดแม่ ก็เปลี่ยนความคิดใหม่หมดเลย แต่คำพูดของแม่ที่บั่นทอนชีวิตมาตลอด เช่น หน้าอย่างนี้ไม่มีวันเรียนจบ คงมีสามีก่อน”
 
 
//เริ่มนักแสดงอาชีพ
จากนั้นแต่งงานครั้งแรกด้วยความอคติก็ไม่ได้บอกแม่ “เพราะเราเห็นว่าแม่มีสามีหลายคน พี่อายคนอื่น ดูความคิดตอนนั้นซิ มันเป็นการทำร้ายจิตใจแม่มาก แล้วการแต่งงานครั้งแรกไม่ประสบความสำเร็จ เพราะความอกตัญญูต่อแม่มากกว่า ที่สุดเลิกกับสามีคนแรกเงินก็ไม่ค่อยมี เลยยึดอาชีพถักถุงมือของเด็กมาถักขาย และขายนมมิชชั่นสมัยนั้น แล้วไปซื้อมีดอรัญญิกมาขาย แล้วไปเปิดเจอในหนังสือข้อความว่า ครูเล็ก ภัทรวดี เปิดรับสมัครนักแสดงแล้วเรียนฟรี แล้วชีวิตเปลี่ยนทันที โดยได้เริ่มเป็นนักแสดงเต็มตัว แต่ทัศนะคติตอนนั้นก็ยังไม่ดีกับแม่เลย พอเราทำงานใครที่ให้ผลประโยชน์กับเรา เราก็จะดีกับเขา ใครที่ไม่มีผลประโยชน์กับเรา เราก็ไม่ดีกับเขา แต่ชีวิตการแสดงเริ่มชื่อเสียงก็ต้องขอบคุณช่อง 3 ช่อง 7 ช่อง 5 ช่อง 9 และกันตนาที่ให้โอกาสเรา แต่เราก็ยังเป็นคนทำลายโอกาสนั้นด้วย พอโด่งดังมีชื่อเสียงเราก็ดีแตก(หัวเราะ) หลงกับชีวิตเสียง ซึ่งตอนนั้นเราไม่รู้ตัวเองด้วย พี่ก็ต้องขอบคุณพี่ต๋อย ไตรภพ พี่ต้อย เศรษฐาที่ให้โอกาสและอาจารย์เสรี วงษ์มณฑา อภิดล วังทวีทรัพย์ พี่ต้อ สารุต โอวาท ที่ช่วยขัดเกลาในการแสดงละครเวทีด้วย ก่อนหน้านี้เคยใครทำกับใครไว้ไม่ดี พี่ต้องขอกราบขอโทษเอาไว้ตรงนี้ด้วย” ชีวิตเธอคิดบวกทำให้เปลี่ยนทัศนะคติในที่สุดความพยายามของเธอได้ทำทุกอย่างเพื่อลบคำปรามาสของแม่จนเรียนจบปริญญาตรีให้แม่ภาคภูมิใจ
 
 
//ล้มละลาย
“พอเป็นนักแสดงมีชื่อเสียง แม่ก็จะไปเล่าให้เพื่อนฟัง เราก็จะบอกว่าไม่ต้องไปเล่าให้ใครฟังหรอก อยู่กันแบบนี้ เดี๋ยวเขามายืมเงิน ดูความคิดพี่ซิ เลวมาก พี่กล้าที่จะพูดความเลวของตัวเอง ก่อนที่จะชีวิตจะเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีในทุกวันนี้ อย่างน้อยเพื่อเป็นบทเรียนและเป็นอุทาหรณ์ให้กับหลายๆคนได้รับรู้เพื่อที่จะไม่ให้เอาไปเป็นแบบอย่าง ทุกวันนี้นั่งสมาธิ สวดมนต์ทำให้เราให้อภัยตัวเอง และปลดสิ่งที่ไม่ดีออกไปจากตัวเอง”
 
 
ก่อนหน้านี้ชีวิตครอบครัวก็เกือบล้มสลายอีกครั้ง แต่ที่สุดก็กลับมายืนได้ด้วยสติ “สามีทำธุรกิจรถเทรนเลอร์...แล้วล้มละลาย 11 ล้านบาท เป็นอะไรที่งงมาก ทั้งๆที่สามีก็เป็นคนดี แต่ก็บอกกับสามีว่า เรายังมีลูก เราต้องเดินไปต่อ ตอนนั้นจะหาสาเหตุว่าทำไมถึงล้มละลาย จริงๆมันเสียเวลามาก ทำไมไม่หาวิธีลุกดีกว่า พอไปกระทรวงพาณิชย์ก็ถึงได้รู้ว่าสาเหตุที่ล้มละลาย เพราะสามีไม่เคยเขียนแผนธุรกิจ รายรับรายจ่าย ต้องลงทุนหรือวางแผนอีก 5 ปีหรือ 10 ปี แล้วจะพัฒนาต่อยอดยังไง แต่มันก็เป็นบทเรียน”
 
 
//สร้างบ้านให้ “ร่มเย็น”
จากอดีตนักแสดงที่มีชื่อเสียงที่ผันตัวเองมาเป็นดีเลอร์....ให้กับโออิชิ แล้วก้าวเข้าไปทำธุรกิจกับ ยูนิลีเวอร์ เน็ทเวิร์ค ด้วยการทำหน้าที่ประชาสัมพันธ์ให้คนทั่วไปได้รู้ ยูนิลีเวอร์มีโปรเจ็คใหม่แล้ว ถ้ามาร่วมงานกับยูนิลีเวอร์แล้วชีวิตจะเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น และประสบความสำเร็จตามที่เขาต้องการ
 
“มาทำงานกับยูนิลีเวอร์ 12 ปี ถือว่าได้เปลี่ยนชีวิตจากหน้ามือเป็นหลังมือ ทัศนะคติก็เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง จนเพื่อนๆมาบอกว่า จิ๋มๆ เดี๋ยวนี้เอ็งนิสัยดีขึ้น(หัวเราะ) ก็เลยเอาการปรับทัศนะของที่ยูนิลีเวอร์มาปรับใช้กับครอบครัว คือ การทำหน้าที่แม่ หน้าที่ภรรยา หน้าที่เพื่อน หน้าที่สังคม และหน้าที่การงาน ซึ่งมีหน้าที่เต็มไปหมดแม้ว่าอายุใกล้จะหกสิบแล้ว ตอนนี้ลูกๆก็โตกันหมดแล้ว เราทำอะไรให้ได้ก็จะทำให้ อย่างน้อยก็ยิ้มให้กัน พร้อมจะบอกว่าลูกเก่งลูกทำได้ เพราะลูกชายคนโตก็อายุสามสิบกว่าเป็น พ.ต.ท.แล้ว ส่วนลูกสาวคนเล็กก็อายุ 18 ปีแล้ว เขาจะไปประกวดอะไรเราก็จะให้กำลังใจว่าดีๆ ทำเลยๆแล้วมันจะได้อะไรมาอีกเยอะ เพราะชีวิตไม่ได้มีแค่เรียน แต่ยังมีอะไรให้เรียนรู้อีกเยอะ สิ่งที่ว่าดีใช่จะสำเร็จหรือไม่ แต่อยากบอกว่าสิ่งที่ได้คือได้อยู่ร่วมกับคนในสังคม แล้วยังให้กำลังใจสามี ทำยังไงให้ห้องนอนสามีกลับมาแล้วไม่ร้อน และไม่มีเราบ่น(หัวเราะ) ห้องนอนหรือบ้านทุกคนกลับมาแล้วจะต้องร่มเย็น สบายทิ้งทุกอย่างไว้นอกบ้าน”
 
//หน้าที่อาสา
จุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ภายหลังได้ฟังการบรรยายของคุณดนัย จันทร์เจ้าฉาย ไว้โอเชียน ที่สอนให้รู้จักคุณค่าของความกตัญญูต่อคุณพ่อคุณแม่ “ทุกวันนี้ยังทำหน้าที่เพื่อสังคมอีกส่วนหนึ่ง จากที่ไม่เคยรู้มาก่อนว่าใช้ชีวิตนี้แล้วจะต้องทำเพื่อสังคม สมัยก่อนโตมากับแม่สังคมก็เล็ก แม่ก็บอกว่า หน้าที่ลูกต้องทำยังไง เดี๋ยวไปใส่บาตร เดี๋ยวไปทำบุญนะ พอเราโตขึ้นสังคมก็จะสอนเรา แต่พอมาอยู่กับยูนิลีเวอร์เขาให้พี่ตั้งปณิธานในการทำความดีเพื่อสังคม สมัยเป็นเด็กเรายากจน อยู่แถวห้วยขวางเรียนหนังสือที่โรงเรียนจันทร์หุ่นบำเพ็ญ เวลาอยากดูทีวีก็จะต้องชะโงกไปดูบ้านอื่น แล้วดันไปดูช่วงที่เขาบริจาคเงินหนึ่งแสนบาทแล้วตบมือกันใหญ่ สมัยเมื่อ 50 ปีที่แล้ว
 
“น่าจะเอาเงินหนึ่งแสนบาทมาให้เรากินก็หมดเรื่อง เพราะเรายังไม่มีอะไรจะกินเลย ตอนนั้นก็คิดเลยว่า ถ้าฉันมีเงินหนึ่งแสนบาทจะเอาเงินตรงนี้ไปสอนคนอื่น ขนาดเงินแม่หาย แม่ก็ตีเราจะตายเลยหาว่าเราขโมย สาเหตุสมัยเป็นเด็กเรายังไม่รู้วิธีการหาเงิน จากนั้นก็เริ่มที่เข้ามาทำงานอาสาให้กับผู้พิการ เยี่ยมทหารผ่านศึกษา ให้กำลังใจผู้ต้องขังในเรือนจำ แล้วยังได้ร่วมกับคณะของคุณดนัย จันทร์เจ้าฉาย เขาไปทำจิตอาสาในสถานพินิจ สาเหตุที่เข้าไปหาเด็กๆ เพราะคิดว่าวันหนึ่งเราจากโลกนี้ไปแล้วเด็กๆเหล่านี้จะเป็นคนขับเคลื่อนประเทศ ไปสอนเขาให้รู้จักการให้อภัย และก็ทำให้หทารในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ร่วมกับกลุ่มคนคุณภาพของพี่ต้น สุชาติ ชวางกูร เพราะพี่ต้นบอกว่าการที่เราไปเยี่ยมทหารแล้วก็อยากให้เราเป็นเหมือนญาติเขาเลย
 
 
“อีกอันที่ประทับใจเมื่อวันหนึ่งได้เดินไปเจอเด็กคนหนึ่งทำหน้าที่รักษาความปลอดภัยตรงสายใต้ มาปิดประตูรถแล้วถามว่า แม่จิ๋มมาเที่ยวเหรอครับ เราก็ฟังผ่านๆ ไม่ได้คิดอะไร ก็ลงไปซื้อตั๋วแล้วก็เดินกลับมาที่รถ ได้ยินอีกว่าแม่จิ๋มจะกลับแล้วเหรอครับ ตอนนั้นได้ยินไม่คิดว่าเสียงแว่วแล้ว ก็จูงมือเขามาถามว่าเรียกแม่จิ๋มหรือครับ เขาบอกว่าอยู่บ้านสถานพินิจเท่านั้นพี่น้ำตาไหลเลย เรามีความสุขมากๆเลยที่เขาจำเราได้ เพราะสิ่งที่เราทำมาตลอด 5 ปีมันเกิดผล” ทุกวันนี้เธอตื่นเช้าขึ้นมามีพลังอยากออกไปเป็นอาสาช่วยผู้คนเสมอๆ
 
ก่อนจบการสนทนาครั้งนี้ “กนกลักษณ์ วุ่นทางบุญ” กล่าวทิ้งท้ายเอาไว้เป็นข้อคิด “ทุกสิ่งอย่างมาเล่าให้เป็นอุทาหรณ์วันนี้อาจจะไม่ได้ทุกส่วน แต่พี่เชื่อว่าส่วนหนึ่งที่คุณได้ไปอาจจะเป็นประโยชน์กับชีวิตของทุกท่าน พี่ขอให้บุญตรงนั้นนำส่งให้ชีวิตทุกท่านมีความสุข และนำส่งบุญต่างๆนั้นให้กับครูและอาจารย์ที่สอนพี่มาขอบคุณคะ”
 
 
 
 
และอย่าลืมติดตาม รายการ เชนจ์ อินทู (CHANGE into) เป็นอะไรก็ได้ ทุกวันอาทิตย์ เวลา 13.00-14.00 น. ทาง ช่อง INN News TV (ไอเอ็นเอ็น ทีวี) IPM ช่อง 62 ชีวิตของคนเราทุกคนเปลี่ยนแปลงได้...แล้วต้องถามตัวเองว่า กล้าที่จะเปลี่ยนเพื่อไปหาสิ่งใหม่ๆหรือยัง และพบเรื่องราวดีได้ใหม่ในฉบับหน้าครับ
//
สมัครสมาชิก 300 บาท ต่อ 1 ปี
ธนาคาร กรุงศรีอยุธยา สาขา เอ็กเชน ทาวเวอร์ ชื่อบัญชี บริษัท เชนจ์ มีเดีย (ประเทศไทย) จำกัด
เลขที่บัญชี 6770000703 กระแสรายวัน
ส่งใบโอนเงิน Ad.LINE 09-9416 9952
หรือสนใจลงโฆษณา ติดต่อได้ตามที่อยู่ด้านล่าง บริษัท เชนจ์ มีเดีย (ประเทศไทย) จำกัด
เลขที่ 394/39 ดี65 คอนโด อาคาร A
สุขุมวิท 65 แขวงพระโขนงเหนือ เขตวัฒนา
กรุงเทพฯ 10110
โทรศัพท์ 0-2714 1435 09-9416 9952
Id.LINE 09-9416 9952
http://www.changeintomag.com/
คุณผู้ชมสามารถติดตามนักINNWHYส…
http://youtu.be/L-FwDRTMMAA