EBC มองเศรษฐกิจไทยครึ่งปีหลังเสี่ยง ปัจจัยการเมืองภายในกดดัน
EBC มองเศรษฐกิจไทยครึ่งปีหลังเสี่ยง ปัจจัยการเมืองภายในกดดัน ตลาดโลกผันผวน เงินเยนแข็ง ดอลลาร์อ่อน
แนะจับตาการเมือง-สงครามการค้า โลกการเงินป่วน เงินเยนแข็ง ดอลลาร์อ่อน นักลงทุนต้องวางแผนพอร์ตอย่างรอบคอบ
กรุงเทพ 8 กรกฎาคม 2568 — EBC Financial Group ประเมินภาพเศรษฐกิจไทยครึ่งปีหลังยังคงมีความเปราะบางจากหลายปัจจัย ทั้งการเมืองภายในประเทศ ภาคการท่องเที่ยวที่ยังไม่ฟื้นเต็มที่ สงครามการค้าโลก และแนวโน้มเศรษฐกิจหลักอย่างสหรัฐฯ จีน และญี่ปุ่นที่ยังสร้างแรงสั่นสะเทือนต่อตลาดการเงินอย่างต่อเนื่อง
เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคมที่ผ่านมา ศาลรัฐธรรมนูญไทยมีคำสั่งให้ นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ยุติการปฏิบัติหน้าที่ชั่วคราว จากกรณีคลิปเสียงสนทนาระหว่าง สมเด็จฮุน เซน จุดชนวนการเมืองไทยให้กลับมาร้อนแรงอีกครั้ง คำสั่งศาลที่ให้ยุติการปฏิบัติหน้าที่นั้นเกิดขึ้นในวันเดียวกับที่มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ครม. ชุดใหม่ “แพทองธาร 2” สะท้อนว่าการเมืองยังเป็นตัวแปรสำคัญที่ฉุดการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ
4 ปัจจัยกดดันเศรษฐกิจครึ่งปีหลัง
ข้อมูลของ ธนาคารแห่งประเทศไทย ยืนยันว่า เศรษฐกิจเดือนพฤษภาคมยังคงชะลอตัว โดยรายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติหดตัว 7% จากเดือนก่อนหน้า จำนวนผู้เดินทางลดลง 2.9% โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวระยะไกลที่มีกำลังใช้จ่ายสูง ขณะที่ภาคอุตสาหกรรมก็ลดกำลังการผลิตลง 0.6% จากแรงกดดันสินค้าคงคลังและการซ่อมบำรุงโรงกลั่นน้ำมัน ภาคการลงทุนและการบริโภคยังขยายตัวเพียงเล็กน้อย สะท้อนความกังวลเรื่องหนี้ครัวเรือนและนโยบายสหรัฐฯ
EBC Financial Group วิเคราะห์ว่า ปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่ยังต้องติดตามใกล้ชิดมี 4 ประเด็นหลัก ได้แก่
· ทิศทางนโยบายการค้าของสหรัฐฯ และจีน
· ความเปราะบางของการท่องเที่ยว
· การปรับตัวของธุรกิจต่อการแข่งขันและพฤติกรรมผู้บริโภค
· ความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์และเสถียรภาพทางการเมืองไทย
ตลาดโลกผันผวน
นอกจากปัจจัยภายในแล้ว ความผันผวนในภูมิภาคเอเชียยังรุนแรงขึ้นจากสถานการณ์ล่าสุดในญี่ปุ่นและจีน โดยค่าเงินเยนแข็งค่าขึ้นอย่างชัดเจนเมื่อ USD/JPY ร่วงลงแตะระดับ 143.50 หลังผลสำรวจ BoJ Tankan ไตรมาส 2 ของญี่ปุ่นส่งสัญญาณเชิงบวกเหนือคาดเล็กน้อย สะท้อนความเชื่อมั่นธุรกิจภาคการผลิตที่ฟื้นตัว ขณะที่ Manufacturing PMI เดือนมิถุนายนของญี่ปุ่นกลับมาสูงกว่า 50 เป็นครั้งแรกในรอบ 13 เดือน แม้ภาพรวมธุรกิจบริการและผู้ผลิตยังประเมินว่าภาวะเศรษฐกิจใน 3 เดือนข้างหน้าอาจอ่อนตัวลง
ขณะที่จีนเองก็มีสัญญาณฟื้นตัวในฝั่งอุตสาหกรรมเช่นกัน โดยดัชนี Caixin Manufacturing PMI เดือนมิถุนายนดีดขึ้นแตะ 50.4 จาก 48.3 เดือนก่อนหน้า ส่งสัญญาณกลับสู่โซนขยายตัว แม้คำสั่งซื้อส่งออกยังอ่อนแรงและภาคจ้างงานยังหดตัว สะท้อนว่าการเติบโตยังต้องพึ่งนโยบายกระตุ้นจากภาครัฐต่อไป
อีกด้านหนึ่ง ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ยังคงเผชิญแรงกดดันต่อเนื่อง โดยดัชนีค่าเงินดอลลาร์ยังใกล้ระดับต่ำสุดรอบ 3 ปี หลังตลาดเชื่อว่า Fed มีแนวโน้มจะลดดอกเบี้ยภายในกันยายนนี้ ประกอบกับความกังวลต่อ “Big Beautiful Bill” ของประธานาธิบดีทรัมป์ ที่อาจเพิ่มภาระหนี้รัฐบาลสหรัฐฯ อีกกว่า 3.3 ล้านล้านดอลลาร์ในทศวรรษหน้า สร้างแรงกดดันต่อบรรยากาศลงทุนทั่วโลก
สถานการณ์นี้ส่งผลให้ค่าเงินในเอเชียหลายสกุลยังเคลื่อนไหวในกรอบจำกัด ท่ามกลางความไม่แน่นอนเรื่องสงครามการค้าใหม่ที่ทรัมป์ขู่จะกดดันญี่ปุ่นเพิ่มขึ้นด้วยมาตรการภาษีข้าว และยังไม่มีข้อสรุปชัดเจนก่อนกำหนดเส้นตายวันที่ 9 กรกฎาคมนี้
สำหรับประเทศไทย แม้เงินบาทยังแข็งค่าตามภูมิภาค ล่าสุดอยู่ที่ 32.63 บาทต่อดอลลาร์ ขณะที่เงินเฟ้อยังอยู่ในกรอบควบคุม แต่ภาพรวมเศรษฐกิจยังคงเปราะบาง โดย GDP อาจขยายตัวได้เพียง 1.5–1.7% ตามการประเมินของหลายสำนักวิจัย หากการเมืองภายในยืดเยื้อ และแรงส่งจากการท่องเที่ยว-การส่งออกแผ่วลง
EBC Financial Group จึงแนะนำนักลงทุนและภาคธุรกิจไทยให้จับตาปัจจัยความเสี่ยงทั้งในและต่างประเทศอย่างใกล้ชิด บริหารพอร์ตลงทุนอย่างระมัดระวัง และติดตามพัฒนาการด้านนโยบายการค้า สงครามภาษี รวมถึงทิศทางดอกเบี้ยของ Fed ที่ยังเป็นตัวแปรสำคัญต่อทิศทางค่าเงินและตลาดการเงินโลกในช่วงครึ่งปีหลังนี้
เกี่ยวกับ EBC Financial Group
EBC Financial Group (EBC) ก่อตั้งขึ้นในย่านการเงินที่มีชื่อเสียงของกรุงลอนดอน เป็นแบรนด์ด้านโบรกเกอร์การเงินและการบริหารจัดการสินทรัพย์ ผ่านหน่วยงานที่ได้รับการควบคุมในหลายเขตการเงิน เช่น สหราชอาณาจักร ออสเตรเลีย หมู่เกาะเคย์แมน มอริเชียส และอื่น ๆ
ในฐานะพันธมิตรอย่างเป็นทางการด้านการแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศของทีมฟุตบอล FC Barcelona, EBC ให้บริการเฉพาะทางครอบคลุมภูมิภาคเอเชีย ลาตินอเมริกา ตะวันออกกลาง แอฟริกา และโอเชียเนีย นอกจากนี้ EBC ยังร่วมมือกับองค์กร United to Beat Malaria เพื่อสนับสนุนโครงการสุขภาพทั่วโลก และสนับสนุนโครงการ “What Economists Really Do” ของภาควิชาเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยอ็อกซ์ฟอร์ด ซึ่งเป็นการส่งเสริมความเข้าใจและบทสนทนาเกี่ยวกับเศรษฐศาสตร์และการนำไปประยุกต์ใช้กับความท้าทายทางสังคมอย่างกว้างขวาง
ครั้งแรกของประเทศไทย “ไปรษณีย์ไทย – จุฬาฯ” เปิดตัวระบบ “e-Transcript” ผ่านแอปฯ Prompt Post พร้อมต่อยอดศักยภาพบริการการศึกษายุคดิจิทัล
กรุงเทพฯ 9 กรกฎาคม 2568 – บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด นำโดย ศาสตราจารย์ ดร.ปาริชาต สถาปิตานนท์ (ที่ 7 จากซ้าย) กรรมการ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.เอกก์ ภทรธนกุล (ที่ 6 จากซ้าย) กรรมการและประธานกรรมการบริหาร ดร.ดนันท์ สุภัทรพันธุ์ (ที่ 4 จากซ้าย) กรรมการผู้จัดการใหญ่ ร่วมกับ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นำโดย ศาสตราจารย์ ดร.วิเลิศ ภูริวัชร (ที่ 5 จากซ้าย) อธิการบดี ศาสตราจารย์ ดร.มานะ ศรียุทธศักดิ์ (ที่ 3 จากซ้าย) ผู้อำนวยการสำนักงานทะเบียน เปิดตัวระบบ “e-Transcript” หรือใบรับรองผลการศึกษาในรูปแบบดิจิทัล ผ่านแอปพลิเคชัน Prompt Post เป็นครั้งแรกในประเทศไทย โดยมีวัตถุประสงค์ในการช่วยยกระดับการจัดส่งเอกสารการศึกษาให้รวดเร็ว ปลอดภัย รองรับการใช้งานได้ทุกที่ทุกเวลา ผ่าน Digital Postbox ส่วนบุคคล พร้อมเดินหน้าขยายผลสู่สถาบันการศึกษาทั่วประเทศ โดยตั้งเป้าเตรียมเปิดให้บริการวันที่ 1 สิงหาคม 2568 ณ อาคารมหาจุฬาลงกรณ์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อเร็ว ๆ นี้
บุคคลในภาพข่าวเรียงจากซ้ายไปขวา**
1. นิสิตชายจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
2. อาจารย์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
3. ศ.ดร.มานะ ศรียุทธศักดิ์ ผู้อำนวยการสำนักงานการทะเบียน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
4. ดร.ดนันท์ สุภัทรพันธุ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด
5. ศ.ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
6. ผศ.ดร.เอกก์ ภทรธนกุล กรรมการและประธานกรรมการบริหาร บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด และ Chief Brand Officer จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
7. ศาสตราจารย์ดร.ปาริชาต สถาปิตานนท์ กรรมการ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด และ รองอธิการบดีด้านวิชาการและการเชื่อมโยงกับสังคมจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
8. อาจารย์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
9. อาจารย์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
10. นิสิตหญิงจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย